กฎแห่งกรรมในพุทธศาสนา ระบุว่า
คนทำชั่วย่อมไปสู่สุคติ คือ เมื่อตายจากโลกนี้แล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง
กลับมาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง ส่วนคนที่ทำความชั่ว
เมื่อตายจากโลกมนุษย์นี้แล้วก็ไปสู่ทุคติ คือ ไปเกิดเป็นเปรตบ้าง ไปตกนรกบ้าง
ไปเป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง
แต่สำหรับคนที่สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเพศบรรพชิต หรือว่ายังมีเพศเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม ล้วนแต่ตัดกรรม
และวิบากแห่งกรรมไปนิพพานทั้งนั้น
ซึ่งก็สอดคล้องกับเรื่องของพระทารุจิริยเถระองค์นี้ ซึ่งท่านได้รับการสถาปนาในตำแหน่งผู้เลิศทางด้านตรัสรู้โดยฉับพลัน
ภายหลังจากละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว
กฎแห่งกรรม เรื่องนี้มีเหตุขึ้นมา
เมื่อคราวที่พระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระทารุจีริยเถระ ตรัสพระธรรมบทว่า
เรื่องมีว่า ครั้งหนึ่งพ่อค้ากลุ่มหนึ่งแล่นเรือไปค้าขายทางทะเล
เรือของพวกเขาเกิดอับปางในทะเลและเสียชีวิตเกือบหมด มีผู้รอดชีวิตอยู่เพียงคนเดียว
โดยเขาผู้นี้ได้จับกระดานแผ่นหนึ่งไว้ได้และพยายามกระเสือกกระสนเข้าหาฝั่งของท่าเรือชื่อสุปปารกะได้สำเร็จ
เขาไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกายจึงได้เอาปอพันท่อนไม้แห้งทำเป็นผ้านุ่งห่ม ถือกระเบื้องจากเทวสถานไปนั่งขอทานอยู่
ณ สถานที่ที่ผู้คนเดินผ่านไปมา
ประชาชนที่เดินผ่านไปมาเห็นเขาแล้วก็ให้ข้าวยาคูและอาหารเป็นต้นแล้วกล่าวยกย่องว่า
“ผู้นี้เป็นพระอรหันต์” มีผู้มีศรัทธาบางคนนำเสื้อผ้ามาให้
แต่เขาก็ได้ปฏิเสธที่จะใช้เสื้อผ้านั้นเพราะเกรงไปว่าหากเขาสวมใส่เสื้อผ้าเสียแล้ว
“ลาภสักการะของเราจักเสื่อม” จึงเลือกที่จะนุ่งห่มแต่ผ้าเปลือกไม้เท่านั้น
นอกจากนั้นแล้ว เมื่อผู้คนกล่าวว่าเขาเป็นพระอรหันต์
เขาก็เลยเข้าใจผิดคิดไปว่าตนเองเป็นพระอรหันต์จริงๆ
ด้วยเหตุที่เขาใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ซึ่งสวมใส่ผ้าเปลือกไม้
เขาจึงมีชื่อว่า “ทารุจีริยะ”
ในครั้งนั้นมีท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง
ซึ่งในอดีตชาติเคยเป็นเพื่อนร่วมปฏิบัติสมณธรรมกับเขามาก่อน
เห็นเขาหลงทางไปเช่นนี้ก็ได้มาช่วยชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้
โดยท้าวมหาพรหมองค์นี้ได้มาหาเขาในคืนหนึ่งและได้บอกว่า “พาหิยะ
ท่านไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ท่านยังไม่ได้บรรลุพระอรหัตตมรรคเลย
และยิ่งไปกว่านั้นท่านก็ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะทำให้เป็นพระอรหันต์ด้วย”
พาหิยะทารุจีริยะมองดูท้าวมหาพรหมแล้วถามว่า
“ท่านผู้เป็นเทวดา
เอาละ เรายอมรับว่าเรามิได้เป็นพระอรหันต์ เดี๋ยวนี้พระอรหันต์หรือผู้บรรลุพระอรหัตตมรรคมีอยู่ในโลกหรือไม่” ท้าวมหาพรหมกล่าวว่า
“พาหิยะ
บัดนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ในนครสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคนอกจากจะเป็นพระอรหันต์แล้ว
ยังทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นพระอรหันต์ด้วย”
พาหิยะฟังคำของท้าวมหาพรหมแล้วมีความสลดใจ
และได้รีบเดินทางออกจากท่าเรือสุปปารกะไปยังนครสาวัตถี
ซึ่งท้าวมหาพรหมก็ได้ใช้อำนาจเทวฤทธิ์บันดาลให้พาหิยะเดินทางไปถึงนครแห่งนั้นซึ่งอยู่ไกลออกไปถึง
120 โยชน์โดยใช้เวลาเดินทางเพียงคืนเดียวเท่านั้น
พาหิยะพบว่าพระศาสดากำลังบิณฑบาตพร้อมด้วยหมู่ภิกษุจึงได้เข้าไปทำความเคารพแล้วกราบทูลให้ทรงแสดงธรรมโปรด
แต่พระศาสดาตรัสตอบว่า เป็นช่วงที่พระองค์กำลังออกบิณฑบาต
ยังไม่ถึงเวลาที่จะทรงแสดงธรรมโปรด
พาหิยะฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้วกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า
ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าอันตรายแห่งชีวิตของพระองค์ หรือของข้าพระองค์
จะบังเกิดขึ้นเมื่อใด ขอพระองค์จงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด”
พระศาสดาทรงทราบว่าพาหิยะเดินทางมาไกลถึง
120 โยชน์โดยใช้เวลาเดินทางเพียงคืนเดียวเท่านั้น
และทรงทราบด้วยว่าพาหิยะมีปีติปราโมทย์จากการได้เห็นพระองค์
ซึ่งบุคคลที่มีปีติปราโมทย์มากเช่นนี้ แม้ฟังธรรมแล้วจักไม่อาจแทงตลอดสัจธรรมได้
จะต้องรอให้มีจิตสงบเป็นอุเบกขาเสียก่อนเมื่อทรงแสดงธรรมจึงจะได้ผล
แต่พาหิยะก็ยังกราบทูลคะยั้นคะยอให้พระศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดให้จงได้
ดังนั้นพระศาสดาจึงได้ทรงแสดงธรรมขณะประทับยืนอยู่บนถนนว่า “พาหิยะ
เพราะเหตุนั้น เธอพึงศึกษาในศาสนานี้อย่างนี้ว่า เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น
เมื่อได้ยินเสียง ก็สักแต่ว่าได้ยิน เมื่อได้สูดกลิ่น ก็สักแต่ว่าได้สูดกลิ่น
เมื่อสัมผัสด้วยกาย ก็สักแต่ว่าสัมผัส เมื่อรับรู้ด้วยใจ ก็สักแต่ว่ารับรู้”
พาหิยะเมื่อได้สดับธรรมของพระศาสดาเช่นนี้แล้ว
ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์และได้ทูลขอบรรพชากับพระศาสดา
แต่พระศาสดาได้ตรัสบอกให้เขาไปหาบาตรและจีวรมาให้ครบเสียก่อนจึงจะทรงบรรพชาให้
ขณะที่พาหิยะแสวงหาบาตรและจีวรอยู่นั้นเอง
เขาก็ได้ถูกแม่โคนมที่นางยักษิณีตนหนึ่งเข้าสิงขวิดตาย
เมื่อพระศาสดาเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ทรงกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว
เสด็จออกไปพร้อมกับภิกษุทั้งหลาย ทรงพบร่างของพาหิยะนอนตายอยู่ที่ข้างกองขยะ
จึงทรงบัญชาให้พระภิกษุทั้งหลายทำการฌาปนกิจศพของพาหิยะ
แล้วรับสั่งให้สร้างสถูปเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้
เมื่อพระศาสดาเสด็จกลับถึงวัดพระเชตวันแล้ว
ได้ตรัสบอกภิกษุทั้งหลายที่สงสัยทูลถามถึงปรายภพของพาหิยะว่า พาหิยะ “ปรินิพพาน”แล้ว
พระศาสดายังได้ตั้งพาหิยะในตำแหน่งเอตทัคคะว่า “ภิกษุทั้งหลาย
พาหิยทารุจีริยะ(พาหิยะผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้) เป็นเลิศกว่าภิกษุ
ผู้สาวกของเราผู้ตรัสรู้เร็ว”
ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า “พาหิยทารุจีริยะบรรลุพระอรหัตเมื่อใด” พระศาสดาตรัสตอบว่า
“พาหิยทารุจีริยะ
บรรลุอรหัตขณะยืนฟังเราแสดงธรรมบนถนนขณะเที่ยวบิณฑบาต”
พระภิกษุทั้งหลายสงสัยต่อไปว่าคนที่ฟังธรรมเพียงเล็กน้อย
จะสามารถบรรลุพระอรหัตได้อย่างไร พระศาสดาจึงตรัสว่า
ปริมาณของคำพูดหรือความยาวของถ้อยคำไม่เป็นเรื่องสำคัญอะไร
แต่สำคัญอยู่ที่คุณภาพของคำพูดหรือถ้อยคำ ที่จะเอื้อประโยชน์แก่บุคคลนั้นๆต่างหาก
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่
101 ว่า
สหสฺสมปิ เจ คาถา
อนตฺถปทสญฺหิตา
เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย
ยํ สุตวา อุปสมฺมติ ฯ
คาถาแม้ตั้งพัน
แต่ไม่ประกอบด้วยบทที่มีประโยชน์
สู้คาถาที่ประกอบด้วยประโยชน์เพียงบทเดียว
ที่คนฟังแล้วสงบ ไม่ได้.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก
ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.