วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรื่อง พราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก ถวายทานแด่พระศาสดา ผลสัมฤทธิ์ทันตาเห็น



เรื่องของกฎแห่งกรรม ในมิติทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลทันตาเห็น)นี้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ชื่อ จูเฬกสาฎก ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ เป็นต้น

พระพุทธโฆษาจารย์ เล่าเรื่องนี้ ในอรรถกถาพระธรรมบท ปาปวรรค ภาค 5 ว่า ในเมืองสาวัตถี พราหมณ์ชื่อ จูเฬกสาฎก กับภรรยา มีฐานะยากจนมาก มีผ้านุ่งคนละผืน แต่มีผ้าห่มเพียงผืนเดียว เวลาจะออกไปนอกบ้าน พราหมณ์และภรรยาต้องผลัดกันใช้ผ้าห่มผืนเดียวนั้น

วันหนึ่งพราหมณ์ผู้สามี ไปฟังธรรมในสำนักของพระพุทธเจ้า มีศรัทธาอย่างยิ่งยวด อยากถวายผ้าห่มผืนเดียวนั้น เพื่อบูชาเป็นกัณฑ์เทศน์ แต่ความตระหนี่ได้เข้าขัดขวาง เป็นอย่างนี้ตลอดยามแรกและยามที่สอง พอถึงยามที่สามเขาก็สามารถเอาชนะความตระหนี่ได้ และได้ถวายผ้าห่มผืนเดียวกันนั้นแด่พระศาสดา พร้อมเปล่งอุทานออกมา 3 ครั้งว่า ชิตํ เม, ชิตํ เม, ชิตํ เม, แปลว่า เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว

อานิสงส์ของทานได้เผล็ดผลทันตาเห็นตามกฎแห่งกรรมในข้อ ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม เมื่อพระเจ้าปสนทิโกศล ซึ่งประทับนั่งทรงธรรมอยู่ ณ ที่นั้นด้วย ทรงสดับคำเปล่งอุทานเช่นนั้น ก็รับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปสอบถาม เมื่อทรงทราบความจริงแล้ว ได้พระราชทานสิ่งของมากมายแก่พราหมณ์จูเฬกสาฎกนั้น 

พระภิกษุทั้งหลายประชุมกันกล่าวสรรเสริญพราหมณ์จูเฬกสาฎก พระศาสดาจึงตรัสว่า ถ้าพราหมณ์ได้บูชาพระศาสดาตั้งแต่ในตอนยามต้นๆ จะได้ทรัพย์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น แล้วจึงตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า

อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ
ปาปา จิตฺตํ นิวารเย
ทนฺธํ หิ กรโต ปุญญํ
ปาปสฺมึ รมตี มโนฯ


ท่านทั้งหลาย จงรีบขวนขวายในความดี
จงห้ามจิตเสียจากความชั่ว
เพราะเมื่อทำความดีช้า
ใจจะยินดีในความชั่วเสียก่อน.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

เรื่อง อายุวัฒนกุมาร ผู้ดวงชะตาขาด แต่สามารถแก้กรรม ต่ออายุให้ยืนยาวได้



คนบางคนเมื่อรู้ว่าชะตาขาด สามารถต่อชะตาต่ออายุให้ยืนยาวได้ โดยการกระทำความดี ดังตัวอย่างของเรื่องอายุวัฒนกุมาร ผู้ที่ได้รับการทำนายว่าจะตายภายใน 7 วัน แต่สามารถแก้กรรมแก้ชะตาขาดนั้น และมีอายุยืนยาวถึง 120 ปี ด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์(สาธยายพระปริตร)เป็นเวลา 7 วัน และถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงเป็นที่มาของพิธีต่ออายุ และพิธีสืบชะตา ของชาวพุทธจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระศาสดา ทรงอาศัยทีฆลัมพิกนคร ประทับอยู่ ณ กุฎีในป่า ทรงปรารภกุมารผู้มีอายุยืน ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า อภิวาทนสีลิสฺส เป็นต้น

พระพุทธโฆษาจารย์ เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า ครั้งหนึ่ง มีพราหมณ์ 2 คน เป็นชาวทีฆลัมพิกนคร ได้ไปบวชบำเพ็ญตบะอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 48 ปี ต่อมาพราหมณ์คนหนึ่งสึกออกไปเป็นฆราวาส และได้แต่งงานมีครอบครัว หลังจากภรรยาของพราหมณ์ผู้นี้คลอดบุตรออกมาเป็นชายแล้ว พราหมณ์ก็ได้พาภรรยากับบุตรไปเยี่ยมพราหมณ์ที่ยังบวชบำเพ็ญตบะอยู่นั้น

เมื่อสองสามีภรรยาทำความเคารพ พราหมณ์นักบวชได้กล่าวว่า ขอท่านจงเป็นผู้มีอายุยืนแต่พอตอนที่สองสามีภรรยาให้บุตรชายทำความเคารพบ้าง พราหมณ์นั้นกลับนิ่ง ไม่พูดอะไร พราหมณ์ที่สึกออกไปมีครอบครัวเกิดความสงสัย จึงได้สอบถามถึงเหตุผลที่นิ่งเงียบนั้น

พราหมณ์นักบวชจึงบอกว่า ทารกคนนี้จะมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 7 วัน แต่ตนก็ไม่ทราบวิธีป้องกันการเสียชีวิตของทารกนี้ และได้แนะนำให้ไปทูลถามพระศาสดา

สองสามีภรรยาจึงอุ้มบุตรไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อคนทั้งสองกราบนมัสการ พระศาสดาตรัสว่า ขอท่านจงเป็นผู้มีอายุยืนแต่พอพาเด็กเข้าไปนมัสการ พระศาสดากลับทรงนิ่งเสีย และได้ทรงทำนายว่าเด็กคนนี้จะเสียชีวิตภายใน 7 วันเหมือนกัน

แต่พระศาสดาได้ตรัสบอกวิธีที่จะป้องกันทารกจากเสียชีวิต โดยให้สร้างมณฑปไว้ที่ประตูเรือนของพราหมณ์ แล้วนำเด็กขึ้นไปนอนบนมณฑปนั้น จากนั้นก็ให้นิมนต์พระไปเจริญพระพุทธมนต์สวดพระปริตรเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งพราหมณ์ก็ได้กระทำตามที่ทรงแนะนำทุกอย่าง

ในวันที่ 7 พระศาสดาได้เสด็จมายังมณฑปนั้นด้วย พวกเทวดาในจักรวาลทั้งสิ้นก็ได้มาประชุมกัน ณ ที่นั้นด้วย ในขณะนั้น อวรุทธยักษ์ตนหนึ่งได้มาที่ประตูบ้านเพื่อคอยจังหวะที่จะจับเด็กทารกนั้นไปกิน แต่เมื่อมีเทวดาศักดิ์ใหญ่มากันมาก พวกเทวดาศักดิ์น้อยก็จะต้องถอยร่นเพื่อเปิดที่ให้

อวรุทธกยักษ์ก็ต้องถอยร่นไปอยู่ไกลจากเด็กทารกนั้นถึง 12 โยชน์ ตลอดคืนที่ 7 นั้นพระภิกษุสงฆ์ก็ได้เจริญพระปริตรอยู่อย่างนั้นจนสว่าง ทำให้อวรุทธกยักษ์ไม่สามารถเข้ามาจับทารกนั้นไปกินได้

พออรุณขึ้นสองสามีภรรยานำทารกมาถวายบังคมพระศาสดา พระศาสดาตรัสว่า ขอเจ้าจงมีอายุยืนเถิดเมื่อสองสามีภรรยาทูลถามว่าทารกจะมีอายุยืนกี่ปี พระศาสดาตรัสว่าจะมีอายุยืน 120 ปี สามีภรรยาจึงตั้งชื่อเด็กทารกว่า อายุวัฒนกุมาร

เมื่ออายุวัฒนกุมารเติบโตแล้ว เวลาไปไหนมาไหนก็มีผู้ติดตามไปเป็นบริวารถึง 500 คน วันหนึ่งอายุวัฒนกุมารพร้อมกับบริวารได้มาที่วัดพระเชตวัน ภิกษุทั้งหลายจำได้ จึงทูลถามพระศาสดาว่า เหตุเครื่องเจริญอายุของสัตว์เหล่านี้ เห็นจะมี” 

พระศาสดาตรัสตอบภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ว่า โดยการนอบน้อมท่านผู้สูงอายุ มิใช่ว่าจะทำให้อายุยืนเท่านั้น แต่ยังจะเป็นเหตุให้เจริญทางวรรณะ สุขะ และพละ อีกด้วย

จากนั้นพระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่ 109 ว่า

อภิวาทนสีลิสฺส
นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ
อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ ฯ


ผู้ชอบกราบไหว้ นอบน้อม
ผู้ใหญ่เป็นนิตย์
จะเจริญด้วยพร 4 ประการ
คือ มีอายุยืน มีผิวพรรณผุดผ่อง
มีความสุข มีพลานามัยแข็งแรง.

เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนา อายุวัฒนกุมาร และบริวาร 500 คน ได้บรรลุโสดาปัตติผล แม้ชนเหล่าอื่นเป็นอันมาก ก็ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

เรื่อง บุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง เป็นเพชฌฆาตสั่งหารนักโทษมานักต่อนัก แต่เมื่อตายกลับไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต



กฎแห่งกรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องของจอมเพชฌฆาตเคราแดง ที่รับราชการเป็นเพชฌฆาต สังหารนักโทษที่ต้องโทษประหารตามหน้าที่ เขาทำอาชีพนี้มาจนตลอดชีวิต ครั้นครบอายุเกษียณราชการออกมาแล้ว ได้ประกอบกุศลกรรมคือการถวายภัตตาหารแก่พระสารีบุตร ซึ่งเพิ่งออกจากสมาบัติมาบิณฑบาต 

ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายทานอันเลิศแด่พระสงฆ์ผู้เพิ่งออกจากสมาบัติ ทำให้เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว แทนที่จะไปเกิดในนรกเพราะฆ่ามนุษย์ แต่กลับไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เพราะจิตตอนใกล้จะจุติตอนนั้นเป็นจิตของผู้บรรลุธรรม อนุโลมญาณ และระลึกถึงแต่กรรมดีคือถวายทานอันเลิศแก่พระสารีบุตร

พระพุทธโฆษาจารย์เล่า กฎแห่งกรรม เรื่องนี้ว่า เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สหสฺสมปิ เจ วาจา เป็นต้น

ครั้งนั้นนายตัมพทาฐิกโจรฆาตกะ(ผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง) รับราชการเป็นเพชฌฆาต ประหารชีวิตนักโทษมาเป็นเวลา 55 ปี ต่อมาได้เกษียณอายุราชการ วันหนึ่งหลังจากสั่งคนให้ตระเตรียมข้าวยาคูไว้ที่บ้านแล้ว เขาก็ได้ไปอาบน้ำชำระกายที่แม่น้ำก่อนที่จะกลับมารับประทานข้าวยาคูที่ตระเตรียมไว้เป็นการพิเศษนั้น ขณะที่เขากำลังจะรับประทานข้าวยาคูอยู่นั้น พระสารีบุตรซึ่งเพิ่งจะออกจากสมาบัติก็ได้มายืนอยู่ที่ประตูบ้านของเขาเพื่อบิณฑบาต 

นายตัมพทาฐิกะพอเห็นพระเถระมายืนอยู่ก็มีจิตเลื่อมใสมีความคิดว่า เรากระทำโจรกรรมมานาน เราฆ่ามนุษย์เสียเป็นอันมาก บัดนี้ ในเรือนของเราตกแต่งยาคูเจือน้ำนมไว้ และพระเถระก็มายืนอยู่ที่ประตูเรือนของเรา ควรที่เราจะถวายไทยธรรมแก่พระผู้เป็นเจ้าเมื่อคิดดังนี้แล้วก็ได้นิมนต์พระเถระเข้าไปไปนั่งในเรือนของตนแล้วนำข้าวยาคูมาถวายโดยความเคารพ

หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว พระเถระได้แสดงธรรมแก่นายตัมพทาฐิกะ แต่เขาไม่สามารถส่งจิตของตนไปตามกระแสธรรมเทศนาของพระเถระได้ เพราะว่าเขามัวแต่นึกถึงชีวิตในอดีตของตนที่เคยเป็นเพชฌฆาตมา เมื่อพระเถระทราบความในข้อนี้จึงใช้วิธีลวงเขาโดยถามเขาว่าเขาฆ่าพวกโจรเพราะต้องการอยากจะฆ่าหรือว่าถูกคนอื่นให้กระทำเช่นนั้น

นายตัมพทาฐิกะตอบว่าเขาได้รับคำสั่งจากพระราชาให้ฆ่าพวกโจรโดยที่เขาไม่ต้องการฆ่าแต่อย่างใด พระเถระจึงได้ตั้งคำถามต่อไปว่า อุบาสก เมื่อเป็นเช่นนั้น อกุศลจะมีแก่ท่านอย่างไรเล่านายตัมพทฐิกะจึงสรุปเอาเองว่า เมื่อเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่ออกุศลกรรมนั้น อกุศลไม่มีแก่เรา” 

จากนั้นเขาก็ได้ทำจิตให้สงบแล้วขอให้พระเถระแสดงธรรมโปรด เมื่อเขาฟังธรรมด้วยความตั้งใจ ก็เข้าใกล้กระแสโสดาปัตติมรรค เมื่อพระเถระแสดงธรรมจบแล้วก็ได้เดินทางกลับโดยนายตัมพทาฐิกะตามไปส่ง ในตอนเดินทางกลับมาบ้านนั้นเขาก็ได้ถูกแม่โคนม(ที่ถูกนางยักษิณีตนหนึ่งเข้าสิง)ขวิดตาย

ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า บุรุษฆ่าโจร กระทำกรรมหยาบช้าสิ้น 55 ปี พ้นจากกรรมนั้นในวันนี้แล ถวายภิกษาแก่พระเถระก็ในวันนี้เหมือนกัน กระทำกาละก็ในวันนี้เหมือนกัน เขาบังเกิดในที่ไหนหนอ

พระศาสดาได้ตรัสบอกแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่า แม้ว่านายตัมพทาฐิกะจะประกอบอกุศลกรรมมาตลอดชีวิต แต่เพราะรู้แจ้งธรรมหลังจากฟังธรรมจากพระสารีบุตรเถระแล้ว ได้บรรลุอนุโลมญาณก่อนจะเสียชีวิต จึงไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต 

พระภิกษุเหล่านั้นต่างเกิดความสงสัยว่าเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าถือประมาณแห่งธรรมที่เราแสดงแล้วว่าน้อยหรือมาก เพราะว่าแม้วาจาคำเดียวที่อาศัยประโยชน์ ประเสริฐโดยแท้

จากนั้นพระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่ 100 ว่า

สหสฺสมปิ เจ วาจา
อนตฺถปทสญฺหิตา
เอกํ อตฺถปทํ เสยฺโย
ยํ สุตวา อุปสมฺมติฯ


วาจาแม้ตั้งพัน
แต่ไม่ประกอบด้วยบทที่มีประโยชน์
สู้บทที่ประกอบด้วยประโยชน์เพียงบทเดียว
ที่คนฟังแล้วสงบ ไม่ได้.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

เรื่อง พระทารุจีริยเถระ ผู้เป็นพระอรหันต์ในเพศคฤหัสถ์ เมื่อละสังขารก็ตัดกรรมทุกอย่าง เข้าสู่นิพพาน



กฎแห่งกรรมในพุทธศาสนา ระบุว่า คนทำชั่วย่อมไปสู่สุคติ คือ เมื่อตายจากโลกนี้แล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง กลับมาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง ส่วนคนที่ทำความชั่ว เมื่อตายจากโลกมนุษย์นี้แล้วก็ไปสู่ทุคติ คือ ไปเกิดเป็นเปรตบ้าง ไปตกนรกบ้าง ไปเป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง 

แต่สำหรับคนที่สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพศบรรพชิต หรือว่ายังมีเพศเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม ล้วนแต่ตัดกรรม และวิบากแห่งกรรมไปนิพพานทั้งนั้น ซึ่งก็สอดคล้องกับเรื่องของพระทารุจิริยเถระองค์นี้ ซึ่งท่านได้รับการสถาปนาในตำแหน่งผู้เลิศทางด้านตรัสรู้โดยฉับพลัน ภายหลังจากละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว

กฎแห่งกรรม เรื่องนี้มีเหตุขึ้นมา เมื่อคราวที่พระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระทารุจีริยเถระ ตรัสพระธรรมบทว่า

เรื่องมีว่า ครั้งหนึ่งพ่อค้ากลุ่มหนึ่งแล่นเรือไปค้าขายทางทะเล เรือของพวกเขาเกิดอับปางในทะเลและเสียชีวิตเกือบหมด มีผู้รอดชีวิตอยู่เพียงคนเดียว โดยเขาผู้นี้ได้จับกระดานแผ่นหนึ่งไว้ได้และพยายามกระเสือกกระสนเข้าหาฝั่งของท่าเรือชื่อสุปปารกะได้สำเร็จ เขาไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกายจึงได้เอาปอพันท่อนไม้แห้งทำเป็นผ้านุ่งห่ม ถือกระเบื้องจากเทวสถานไปนั่งขอทานอยู่ ณ สถานที่ที่ผู้คนเดินผ่านไปมา 

ประชาชนที่เดินผ่านไปมาเห็นเขาแล้วก็ให้ข้าวยาคูและอาหารเป็นต้นแล้วกล่าวยกย่องว่า ผู้นี้เป็นพระอรหันต์มีผู้มีศรัทธาบางคนนำเสื้อผ้ามาให้ แต่เขาก็ได้ปฏิเสธที่จะใช้เสื้อผ้านั้นเพราะเกรงไปว่าหากเขาสวมใส่เสื้อผ้าเสียแล้ว ลาภสักการะของเราจักเสื่อมจึงเลือกที่จะนุ่งห่มแต่ผ้าเปลือกไม้เท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว เมื่อผู้คนกล่าวว่าเขาเป็นพระอรหันต์ เขาก็เลยเข้าใจผิดคิดไปว่าตนเองเป็นพระอรหันต์จริงๆ ด้วยเหตุที่เขาใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ซึ่งสวมใส่ผ้าเปลือกไม้ เขาจึงมีชื่อว่า ทารุจีริยะ

ในครั้งนั้นมีท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง ซึ่งในอดีตชาติเคยเป็นเพื่อนร่วมปฏิบัติสมณธรรมกับเขามาก่อน เห็นเขาหลงทางไปเช่นนี้ก็ได้มาช่วยชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้ โดยท้าวมหาพรหมองค์นี้ได้มาหาเขาในคืนหนึ่งและได้บอกว่า พาหิยะ ท่านไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ท่านยังไม่ได้บรรลุพระอรหัตตมรรคเลย และยิ่งไปกว่านั้นท่านก็ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะทำให้เป็นพระอรหันต์ด้วย” 

พาหิยะทารุจีริยะมองดูท้าวมหาพรหมแล้วถามว่า ท่านผู้เป็นเทวดา เอาละ เรายอมรับว่าเรามิได้เป็นพระอรหันต์ เดี๋ยวนี้พระอรหันต์หรือผู้บรรลุพระอรหัตตมรรคมีอยู่ในโลกหรือไม่ท้าวมหาพรหมกล่าวว่า พาหิยะ บัดนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ในนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคนอกจากจะเป็นพระอรหันต์แล้ว ยังทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นพระอรหันต์ด้วย

พาหิยะฟังคำของท้าวมหาพรหมแล้วมีความสลดใจ และได้รีบเดินทางออกจากท่าเรือสุปปารกะไปยังนครสาวัตถี ซึ่งท้าวมหาพรหมก็ได้ใช้อำนาจเทวฤทธิ์บันดาลให้พาหิยะเดินทางไปถึงนครแห่งนั้นซึ่งอยู่ไกลออกไปถึง 120 โยชน์โดยใช้เวลาเดินทางเพียงคืนเดียวเท่านั้น

พาหิยะพบว่าพระศาสดากำลังบิณฑบาตพร้อมด้วยหมู่ภิกษุจึงได้เข้าไปทำความเคารพแล้วกราบทูลให้ทรงแสดงธรรมโปรด แต่พระศาสดาตรัสตอบว่า เป็นช่วงที่พระองค์กำลังออกบิณฑบาต ยังไม่ถึงเวลาที่จะทรงแสดงธรรมโปรด

พาหิยะฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้วกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าอันตรายแห่งชีวิตของพระองค์ หรือของข้าพระองค์ จะบังเกิดขึ้นเมื่อใด ขอพระองค์จงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด” 

พระศาสดาทรงทราบว่าพาหิยะเดินทางมาไกลถึง 120 โยชน์โดยใช้เวลาเดินทางเพียงคืนเดียวเท่านั้น และทรงทราบด้วยว่าพาหิยะมีปีติปราโมทย์จากการได้เห็นพระองค์ ซึ่งบุคคลที่มีปีติปราโมทย์มากเช่นนี้ แม้ฟังธรรมแล้วจักไม่อาจแทงตลอดสัจธรรมได้ จะต้องรอให้มีจิตสงบเป็นอุเบกขาเสียก่อนเมื่อทรงแสดงธรรมจึงจะได้ผล

แต่พาหิยะก็ยังกราบทูลคะยั้นคะยอให้พระศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดให้จงได้ ดังนั้นพระศาสดาจึงได้ทรงแสดงธรรมขณะประทับยืนอยู่บนถนนว่า พาหิยะ เพราะเหตุนั้น เธอพึงศึกษาในศาสนานี้อย่างนี้ว่า เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินเสียง ก็สักแต่ว่าได้ยิน เมื่อได้สูดกลิ่น ก็สักแต่ว่าได้สูดกลิ่น เมื่อสัมผัสด้วยกาย ก็สักแต่ว่าสัมผัส เมื่อรับรู้ด้วยใจ ก็สักแต่ว่ารับรู้

พาหิยะเมื่อได้สดับธรรมของพระศาสดาเช่นนี้แล้ว ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์และได้ทูลขอบรรพชากับพระศาสดา แต่พระศาสดาได้ตรัสบอกให้เขาไปหาบาตรและจีวรมาให้ครบเสียก่อนจึงจะทรงบรรพชาให้ ขณะที่พาหิยะแสวงหาบาตรและจีวรอยู่นั้นเอง เขาก็ได้ถูกแม่โคนมที่นางยักษิณีตนหนึ่งเข้าสิงขวิดตาย 

เมื่อพระศาสดาเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ทรงกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว เสด็จออกไปพร้อมกับภิกษุทั้งหลาย ทรงพบร่างของพาหิยะนอนตายอยู่ที่ข้างกองขยะ จึงทรงบัญชาให้พระภิกษุทั้งหลายทำการฌาปนกิจศพของพาหิยะ แล้วรับสั่งให้สร้างสถูปเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้

เมื่อพระศาสดาเสด็จกลับถึงวัดพระเชตวันแล้ว ได้ตรัสบอกภิกษุทั้งหลายที่สงสัยทูลถามถึงปรายภพของพาหิยะว่า พาหิยะ ปรินิพพานแล้ว พระศาสดายังได้ตั้งพาหิยะในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะ(พาหิยะผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้) เป็นเลิศกว่าภิกษุ ผู้สาวกของเราผู้ตรัสรู้เร็ว” 

ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า พาหิยทารุจีริยะบรรลุพระอรหัตเมื่อใดพระศาสดาตรัสตอบว่า พาหิยทารุจีริยะ บรรลุอรหัตขณะยืนฟังเราแสดงธรรมบนถนนขณะเที่ยวบิณฑบาต” 

พระภิกษุทั้งหลายสงสัยต่อไปว่าคนที่ฟังธรรมเพียงเล็กน้อย จะสามารถบรรลุพระอรหัตได้อย่างไร พระศาสดาจึงตรัสว่า ปริมาณของคำพูดหรือความยาวของถ้อยคำไม่เป็นเรื่องสำคัญอะไร แต่สำคัญอยู่ที่คุณภาพของคำพูดหรือถ้อยคำ ที่จะเอื้อประโยชน์แก่บุคคลนั้นๆต่างหาก

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่ 101 ว่า

สหสฺสมปิ เจ คาถา
อนตฺถปทสญฺหิตา
เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย
ยํ สุตวา อุปสมฺมติ ฯ

คาถาแม้ตั้งพัน
แต่ไม่ประกอบด้วยบทที่มีประโยชน์
สู้คาถาที่ประกอบด้วยประโยชน์เพียงบทเดียว
ที่คนฟังแล้วสงบ ไม่ได้.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

เรื่อง พระสีวลีเถระ อยู่ในครรภ์มารดา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน แต่เมื่อเป็นพระเป็นผู้เลิศในทางลาภและยศ เพราะกฎแห่งกรรมที่ให้ผลคละกัน



เรื่องของ กฎแห่งกรรม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระสีวลีนี้ มีกล่าวถึงในเรื่อง พระขทิรวนิยเรวตเถระ (ในอรหันตวรรค ของอรรถกถาพระธรรมบท ภาค 4) เฉพาะในส่วนบุพกรรมของพระสีวลีเถระสรุปได้ว่า

1.สาเหตุที่พระสีวลีเถระเป็นผู้เลิศทางโชคลาภ (ดังพระพุทธวจนะว่า เอตทคฺคํ ภิกฺขเว มม สาวกานํ ลาภีนํ ยทิทํ สีวลีติฯ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย พระสีวลีเถระนั้นเป็นผู้ที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่เป็นสาวกทั้งหมดของตถาคตในทางมีลาภมาก) นั้นเพราะเป็นไปตาม กฎแห่งกรรม ที่กระทำในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า "วิปัสสี" 

ท่านพระสีวลีได้เกิดเป็นชาวบ้านนอกคนหนึ่งและท่านได้ร่วมถวายมหาทานกับชาวเมือง ซึ่งได้จัดถวายทานแข่งพระราชา แต่ยังขาดเฉพาะน้ำผึ้งสด โดยท่านได้ถวายน้ำผึ้งสด ซึ่งชาวบ้านได้ขอซื้อถึงหนึ่งพันกหาปณะ ทั้งที่น้ำผึ้งมีราคาไม่ถึงหนึ่งบาทด้วยซ้ำไป แต่ท่านไม่ขายกลับขอเข้ามีส่วนร่วมในการถวายทานแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ 680,000 รูปด้วย ซึ่งด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้าทำให้น้ำผึ้งนั้นมีประมาณเพียงพอแก่พระสงฆ์ทั้งหมด

2.สาเหตุที่พระสีวลีอยู่ในครรภ์พระมารดานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วันนั้น เพราะ กฎแห่งกรรม หลังจากนั้นแล้วท่านได้ไปเกิดบนเทวโลก จากนั้นได้จุติมาเกิดเป็นพระราชาในกรุงพาราณสี ต่อมาท่านได้ยกทัพไปใช้ยุทธวิธีปิดล้อมเมืองหนึ่งนาน 7 ปี 7 เดือน โดยปิดล้อมเฉพาะประตูใหญ่ทั้ง 4 ด้าน แต่ชาวเมืองยังไม่ยอมแพ้ เพราะอาศัยประตูเล็กทั้ง 4 ด้านลอบออกไปหาอาหารและน้ำ 

พระราชมารดาของพระองค์ทราบข่าวจึงสั่งให้ปิดประตูเล็กทั้งสี่ด้วย จนถึงวันที่ 7 ชาวเมืองนั้นจึงฆ่าพระราชาของตนและถวายราชสมบัติแก่พระองค์ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วท่านได้ไปบังเกิดในนรกเพราะกรรมนั้นนานมาก คือ"ตราบเท่ามหาปฐพีนี้ หนาขึ้นได้ประมาณโยชน์หนึ่ง" จึงได้มาจุติในครรภ์มารดาในครั้งพุทธกาลดังกล่าว

พระศาสดาได้ตรัสสรุปถึงบุรพกรรมของพระเถระอันเป็นไปตามความเชื่อมโยงของ กฎแห่งกรรม ไว้ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย สีวลีไหม้แล้วในนรกสิ้นกาลประมาณเท่านั้น เพราะกรรมที่เธอล้อมพระนครแล้วยึดเอาในกาลนั้น ถือปฏิสนธิในท้องของมารดานั้นนั่นแหละ อยู่ในท้องสิ้นกาลประมาณเท่านั้น เพราะความที่เธอปิดประดูเล็กๆทั้ง ๔ เป็นผู้ถึงความเป็นผู้มีลาภเลิศมียศเลิศ เพราะความที่เธอถวายน้ำผึ้งใหม่ ด้วยประการอย่างนี้


เรื่อง สัฏฐิกูฏเปรต เคยใช้วิชาความรู้ดีดก้อนกรวด ทำร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเสวยผลกรรมถูกประชาทัณฑ์จนตาย ไปตกนรกและมาเกิดเป็นเปรต



คนบางคนมีวิชาความรู้ดี แต่แทนที่จะใช้วิชาความรู้นั้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชนทั้งหลายในสังคม แต่กลับนำมันไปใช้เพื่อทำลายผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นดีมีศีลธรรม ก็จะได้รับผลจาก กฎแห่งกรรม ในข้อ ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในปัจจุบัน) และ กฎแห่งกรรม ในข้อ อปราปริยเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพต่อๆมา) 

ดังในกรณีของ ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยผู้ชำนาญในการดีดก้อนกรวด ซึ่งบุรุษเปลี้ยผู้อาจารย์เคยใช้วิชาความรู้ดีดก้อนกรวดนี้ไปดีดขี้แพะใส่ปากของมหาอำมาตย์ที่พูดมากรับใช้พระราชาองค์หนึ่งจนพระราชาได้พระราชทานสิ่งของพระราชทานให้หลายรายการ 

แต่พอเขาถ่ายทอดวิชานี้แก่ศิษย์ผู้หนึ่ง ศิษย์ผู้นี้กลับใช้ศิลปะดีดก้อนกรวดนี้ในทางผิด โดยใช้ดีดเข้าไปในรูหูของพระปัจเจกพุทธเจ้าจนถึงกับทำให้ท่านบาดเจ็บสาหัสและละสังขารปรินิพพาน กฎแห่งกรรมจึงส่งผลให้เขาถูกประชาทัณฑ์เสียชีวิต และในที่สุดก็ได้ไปเกิดในอเวจีมหานรก และเกิดเป็นสัฏฐิกูฏเปรตในสมัยพุทธกาล

กฎแห่งกรรม เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อคราวที่ พระศาสดาประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภสัฏฐิกูฏเปรต ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า ยาวเทว อนตฺถาย เป็นต้น ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ เล่าเรื่องนี้ในอรรถกถาพระธรรมบทว่า

คราวหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระ ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พร้อมกับพระลักขณเถระ ขณะจะไปบิณฑบาต เห็นเปรตตนหนึ่งตัวใหญ่โตมาก ที่ศีรษะถูกค้อนเหล็กที่ถูกเผาเป็นไฟลุกโชติช่วง 6 หมื่นอันทุบจนศีรษะแตกแล้วแตกอีก จึงได้กระทำการยิ้มแย้มแต่ไม่ได้พูดอะไร พอกลับจากบิณฑบาตเข้าไปในวัดพระเวฬุวัน ได้กราบทูลเรื่องนี้แด่พระศาสดา 

พระศาสดาตรัสว่า สัฏฐิกูฏเปรตนี้ในอดีตชาติ เป็นศิษย์ของบุรุษเปลี้ยผู้ชำนาญในการดีดก้อนกรวด บุรุษเปลี้ยผู้อาจารย์เคยได้รับพระราชทานรางวัลจากพระราชาองค์หนึ่งในฐานะทำความดีความชอบช่วยดีดขี้แพะใส่ปากของมหาอำมาตย์ของพระราชาที่เป็นคนชอบพูดจากจนพระราชาทรงรำคาญ 

แต่อยู่มาวันหนึ่งบุรุษเปลี้ยได้ถ่ายทอดวิชาดีดกรวดนี้แก่ศิษย์คนหนึ่ง ศิษย์คนนี้ เมื่อต้องการทดลองวิชาดีดก้อนกรวด อาจารย์บอกว่าจะต้องไม่ทดลองกับโคหรือกับมนุษย์ เพราะหากโคหรือมนุษย์ตายจะต้องจ่ายสินไหมให้แก่เจ้าของโคหรือญาติของผู้ตาย แต่จะต้องหาเป้าที่เป็นคนที่ไม่มีมีมารดาบิดาเท่านั้น

ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยมาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าสุเนตตะ ซึ่งกำลังออกเดินบิณฑบาตอยู่ จึงคิดจะใช้ท่านเป็นเป้าสำหรับทดลองการดีดกรวด โดยมีความคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี้ เป็นผู้ไม่มีมารดาบิดา เมื่อเราดีดผู้นี้ ไม่ต้องมีสินไหม เราจักดีดพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ ทดลองศิลปะก้อนกรวดที่ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยดีดไปเข้าทางช่องหูขวาไปทะลุออกทางช่องหูซ้าย 

พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อโดนดีดด้วยกรวด ได้รับบาดเจ็บเดินบิณฑบาตต่อไปไม่ได้ ได้เหาะกลับไปปรินิพพาน(เสียชีวิต)ที่บรรณศาลา ต่อมาเมื่อชาวบ้านมาพบว่าศิษย์ของบุรุษเปลี้ยเป็นผู้สังหารพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ได้ช่วยกันเอาก้อนหินขว้างปาจนถึงแก่ความตาย และศิษย์ของบุรุษเปลี้ยไปเกิดในมหานรกชั้นอเวจี 

เมื่อไปหมกไหม้อยู่ในนรกชั้นนี้จนแผ่นดินโลกมนุษย์หนาขึ้นโยชน์หนึ่ง จึงได้มาเสวยเศษกรรมที่เหลือ โดยมาเกิดเป็นสัฏฐิกูฏเปรต ที่ยอดเขาคิชฌกูฏ ที่พระมหาโมคคัลลานะแลเห็นดังกล่าว โดยที่ศีรษะของเปรตตนนี้ถูกค้อนเหล็กเผาไฟจนแดง 6 หมื่นอันตีกระหน่ำอยู่อย่างต่อเนื่อง

พระศาสดาครั้นนำบุรพกรรมของเปรตนี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ศิลปะหรือความเป็นใหญ่ เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ชื่อว่าคนพาล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความฉิบหาย ด้วยว่าคนพาลได้ศิลปะหรือความเป็นใหญ่แล้ว ย่อมทำความฉิบหายแก่ตนถ่ายเดียว

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่ 72 ว่า

ยาวเทว อนตฺถาย
ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺสส สุกฺกํสํ
มุทฺธมสฺส วิปาตยํ ฯ


ความรู้ย่อมเกิดแก่คนพาล
เพียงเพื่อความฉิบหายเท่านั้น
ความรู้นั้น ยังหัวคิดของเขาให้ตกไป
ย่อมฆ่าส่วนสุกกธรรมของคนพาลเสีย.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

เรื่อง อหิเปรต(เปรตงู) เคยเผากุฎีของพระปัจเจกพุทธเจ้า ส่งผลให้ถูกตีตาย ให้ตกนรกและเกิดเป็นเปรต



กฎแห่งกรรม บางทีก็ส่งผลทันตาเห็นในชาตินั้นเลย บางทีกว่าจะให้ผลต้องรอจนกว่าคนนั้นจะตายจึงจะเสวยผลของกรรมนั้น แต่ก็มีอยู่ในบางกรณีที่คนทำเสวยผลทั้งในปัจจุบันชาติและในชาติต่อๆมา เรื่องนี้ถูกอธิบายในคราวที่พระศาสดา ประทับอยู่ในวัดพระเวฬุวัน ทรงปรารภอหิเปรตตนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนา ที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ เป็นต้น

พระพุทธโฆษาจารย์เล่าถึง กฎแห่งกรรม เรื่องนี้ในอรรถกถาพระธรรมบทว่า ครั้งหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะและพระลักขณเถระ ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ เพื่อจะไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ท่านพระมหาโมคคัลลานะแลเห็นเปรตตนหนึ่ง จึงได้ยิ้มออกมาแต่ไม่พูดอะไร 

เมื่อพระเถระทั้งสองรูปกลับถึงพระวัดพระเวฬุวัน พระมหาโมคคัลลานะจึงบอกกับพระลักขณเถระว่า ที่ท่านยิ้มออกมานั้น เพราะท่านเห็นเปรตซึ่งมีศีรษะเป็นมนุษย์แต่มีร่างเป็นงู พระเถระทั้งสองรูปจึงพากันไปเฝ้าพระศาสดาและได้กราบทูลถึงเรื่องนี้

พระศาสดาได้ตรัสว่า พระองค์เองก็เคยทอดพระเนตรเห็นเปรตตนนี้ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณเหมือนกัน พระศาสดาทรงเล่าถึงบุพพกรรมของเปรตตนนี้ว่าเขาไม่เพียงแต่จะได้เสวยผลในชาติที่กระทำกรรมนั้นเท่านั้น แต่กฎแห่งกรรมยังส่งผลร้ายแก่เขาในชาติต่อมาด้วยว่า

เมื่อนานมาแล้วมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนมาก ประชาชนได้ช่วยกันก่อสร้างบรรณศาลาถวายท่านและก็ได้เดินทางไปหาท่านโดยเดินผ่านทุ่งนาของชายผู้หนึ่งไป ชายเจ้าของนากลัวว่าข้าวกล้าในนาของตนจะได้รับความเสียหายจากการเหยียบย่ำของประชาชนที่เดินไปบรรณศาลา จึงจุดไฟเผาบรรณศาลาหลังนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น

เมื่อพวกประชาชนไปไม่พบพระปัจเจกพุทธเจ้าและทราบว่าชายเจ้าของนาเป็นผู้จุดไฟเผาบรรณศาลา ก็ได้ช่วยกันทุบตีจนชายเจ้าของนานั้นเสียชีวิต

ข้อนี้เป็นกฎแห่งกรรม ในข้อทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในปัจจุบัน) ชายเจ้าของนาเมื่อเสียชีวิตแล้วก็ได้เสวยผลตาม กฎแห่งกรรม ในข้อ อปราปริยเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพต่อๆไป) โดยได้ไปเกิดในอเวจีมหานรก หมกไหม้อยู่ในนรกจนแผ่นดินในโลกมนุษย์หนาขึ้นประมาณโยชน์หนึ่ง จึงเกิดเป็นอหิเปรตเพราะเศษของกรรมที่ยังเหลือ

พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมของอหิเปรตนั้นแล้ว จึงตรัสว่อธิบาย กฎแห่งกรรม ในบริบทนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าบาปกรรมนั่น เป็นเช่นกับน้ำนม น้ำนมที่บุคคลกำลังรีดใหม่ ย่อมยังไม่แปรไปฉันใด กรรมอันบุคคลกระทำไว้ ก็ยังไม่ทันให้ผลฉันนั้น แต่ในกาลใด กรรมให้ผล ในกาลนั้น ผู้กระทำย่อมประสบทุกข์เห็นปานนั้น

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 71 ว่า

น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ
สชฺชุขีรํว มุจฺจติ
ฑหนฺตํ พาลมเนวติ
ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโกฯ

กรรมชั่วอันบุคคลทำแล้ว ยังไม่ให้ผล
เหมือนน้ำนมที่รีดในขณะนั้น ยังไม่แปรไป ฉะนั้น
บาปกรรม ย่อมตามเผาคนพาล
เหมือนไฟอันเถ้ากลบไว้ ฉะนั้น.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

เรื่อง นายสุมนมาลาการ ถวายดอกไม้เป็นพุทธบูชา จนได้ของพระราชทาน



กฎแห่งกรรมในข้อที่เรียกว่า ทิฎฐเวทนียกรรม คือกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นนี้ เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่นเดียวกับที่เราเคยได้ยินหรือได้เห็นในปัจจุบัน 

ดังเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายมาลาการ(ช่างดอกไม้) เมื่อครั้งพุทธกาลในคราวที่พระศาสดา ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภนายมาลาการชื่อสุมนะ ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ เป็นต้น

ท่านพระพุทธโฆษาจารย์เล่าไว้ในอรรถกถาพระธรรมบทว่า นายมาลาการชื่อสุมนะ นำดอกมะลิไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าพิมพิสารในทุกเช้า วันหนึ่งขณะนายสุมนมาลาการกำลังจะเข้าไปถวายดอกมะลิในพระราชวังนั้น ก็ได้เห็นพระศาสดา มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสี เสด็จเข้าไปบิณฑบาต 

เขาเห็นพระศาสดาแล้วเกิดศรัทธา มีความต้องการจะนำดอกไม้ที่นำมาทูลเกล้าถวายพระราชาทูลถวายพระศาสดา เขาได้ตกลงใจว่า แม้ว่าพระราชาจะฆ่าเขาหรือว่าจะขับไล่เขาออกจากแว่นแคว้น เขาก็จะไม่นำดอกมะลิไปทูลเกล้าถวายพระราชา เมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็ได้ซัดดอกมะลิไปที่เบื้องบนพระเศียร ที่เบื้องหลัง ที่ทั้งสองข้างของพระศาสดา 

ดอกมะลิที่ซัดขึ้นไปนั้นแสดงปาฏิหาริย์ล่องลอยอยู่ในอากาศ ดอกที่อยู่เหนือพระเศียรได้รวมตัวกันเป็นเพดาน ส่วนดอกมะลิที่ซัดไปทางสองข้างของพระศาสดาได้รวมตัวกันเป็นกำแพงดอกไม้ ดอกมะลิเหล่านี้ติดตามพระศาสดาในทุกสถานที่ที่เสด็จไป และหยุดอยู่กับที่เมื่อพระศาสดาทรงหยุดประทับยืน 

ขณะที่พระศาสดาเสด็จโดยมีดอกมะลิลอยเคลื่อนไหวติดตามไปนั้น มีพระฉัพพรรณรังสีเรืองรองสวยงามงาฉายออกมา และติดตามด้วยพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากนั้น ประชาชนเป็นจำนวนมากมายทั้งในเมืองและนอกเมืองราชคฤห์ ก็ได้ออกมาจากบ้านมาถวายบังคมพระศาสดา นายสุมนมาลาการเห็นเช่นนั้นก็เกิดปีติปราโมทย์อย่างล้นพ้น

ข้างภรรยาของนายสุมนมาลาการ ได้เข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า นางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสามีของนางซึ่งไม่ยอมนำดอกไม้มาทูลเกล้าถวายพระองค์แต่กลับนำไปบูชาพระศาสดาแล้ว นางวางแผนจะเอาตัวรอดเข้าในลักษณะเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น ด้วยการกราบทูลพระราชาว่า นางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเพราะนางได้หย่าขาดจากเขาแล้วว่า กรรมที่เขากระทำ จะเป็นกรรมดีก็ตาม จะเป็นกรรมชั่วก็ตาม กรรมนั้นจงเป็นของเขาผู้เดียว ขอเดชะ พระองค์จงทราบความที่เขาอันหม่อมฉันทิ้งแล้ว” 

พระราชา(พระเจ้าพิมพิสาร)ซึ่งพระองค์ก็เป็นพระโสดาปัน ทรงปลื้มพระทัยเมื่อทรงสดับเรื่องนายมาลากานำดอกไม้บูชาพระศาสดา พระองค์ได้เสด็จออกมาทอดพระเนตรภาพมหัศจรรย์พันลึกนั้น และได้ถวายบังคมพระศาสดา พระราชาได้ทรงถือโอกาสนี้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย 

หลังจากเสร็จภัตตกิจแล้ว พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ได้เสด็จกลับวัดพระเชตวัน และราชาก็ได้ตามส่งเสด็จพระศาสดาแล้วเสด็จกลับพระราชวัง และกฎแห่งกรรมทันตาเห็นก็ได้แสดงผล เมื่อพระราชามีรับสั่งให้ไปนำตัวนายสุมนมาลาการเข้าเฝ้า แล้วพระราชทาน ช้าง 8 ตัว ม้า 8 ตัว ทาสชาย 8 คน ทาสหญิง 8 คน เครื่องประดับใหญ่ 8 อย่าง เงิน 8 พันกหาปณะ นารี 8 นาง และบ้านส่วย 8 ตำบล แก่เขา

ที่วัดพระเชตวัน พระอานนทเถระได้ทูลถามพระศาสดาถึงว่า นายสุมนมาลาการจะได้วิบากผลจากการกระทำกรรมดีในวันนี้อย่างไรบ้าง พระศาสดาตรัสตอบอธิบายกฎแห่งกรรมในบริบทนี้ว่า นายสุมนมาลาการได้บูชาพระองค์โดยไม่เยื่อใยในชีวิตเช่นนี้ 

นอกจากจะได้เสวยผลของกรรมในปัจจุบันนชาตินี้แล้ว จะมีแต่สุคติตลอดไปและในที่สุดจักได้บรรลุเป็นพระอรหันต์และได้เป็นถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า เขาจักดำรงอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่ไปสู่ทุคติ ตลอดแสนกัป นี่เป็นผลแห่งกรรมนั้น ภายหลังเขาจักเป็นพระปัจเจกพุทธะ นามว่าสุมนะ” 

หลังจากที่พระศาสดาเสด็จถึงพระเชตวัน เข้าสู่พระคันธกุฎี ดอกมะลิเหล่านั้นตกลงที่ซุ้มพระทวาร

ในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงการการกระทำอันยิ่งใหญ่และอาจหาญของนายสุมนมาลาการ และผลทันตาเห็นของการกระทำนั้น พระศาสดาเสด็จมาตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ความเดือดร้อนในภายหลังย่อมไม่มี มีแต่โสมนัสเกิดขึ้น เมื่อระลึกถึง เพราะการกระทำกรรมใด กรรมนั้นอันบุคคลควรทำ

ในคืนนั้น เมื่อแสดงธรรม พระศาสดาได้เชื่อมโยงเรื่อง ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 68 ว่า

ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ
ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
ยสฺส ปตีโต สุมโน
วิปากํ ปฏิเสวติ ฯ

บุคคลทำกรรมใดแล้ว
ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง
เป็นผู้เอิบอิ่ม มีใจดี
ย่อมเสวยผลของกรรมใด
กรรมนั้นแล อันบุคคลทำแล้ว เป็นกรรมดี.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง การตรัสรู้ธรรม ได้บังเกิดแก่สัตว์ 8 หมื่น 4 พัน.

เรื่อง ปรินิพพานของพระโคธิกเถระ ละสังขารแล้วเข้าสู่นิพพาน



ในทางพระพุทธศาสนามีหลักกฎแห่งกรรมอยู่ว่า คนทำกรรมดีไว้ เมื่อเสียชีวิตจากโลกนี้แล้วย่อมไปสู่สุคติ คือ ไปเกิดเป็นเทวดาหรือกลับมาเป็นมนุษย์ ส่วนคนที่คนทำชั่วในโลกมนุษย์เมื่อตายแล้วย่อมไปสู่ทุคติคือ ไปตกนรก เป็นเปรต หรือเป็นสัตว์ดิรัจฉาน สำหรับท่านผู้สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตัดภพตัดชาติได้แล้ว ย่อมไปสู่นิพพาน

กฎแห่งกรรมนี้ได้ถูกอธิบายโดยพระศาสดา เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยอยู่กรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน ทรงปรารภการนิพพานของพระโคธิกเถระ และตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถาว่า เตสํ สมฺปนฺนสีลานํ เป็นต้น

เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง พระโคธิกเถระ มีความมุ่งมั่นปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไปอยู่ใกล้ถ้ำกาลสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิในแคว้นมคธ พอพระเถระได้เอกัคคตาจิต(ฌาน) ก็เกิดอาพาธ(ป่วยหนัก)ด้วยโรคเรื้อรังอย่างหนึ่ง ทำให้ท่านไม่สามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้อย่างมีประสิทธิผลเพื่อบรรลุพระอรหัตตผลได้ 

แต่แม้ว่าท่านจะป่วยหนักอย่างไรท่านก็ยังมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติต่อไป แต่ทุกครั้งที่ทำความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมนั้นก็มีอันต้องอาพาธเข้ามาขัดขวางทุกครั้งไป เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ถึง 6 ครั้ง พอถึงครั้งสุดท้ายท่านพระโคธิกเถระได้ตัดสินใจที่จะเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ และจะต้องบรรลุพระอรหัตตผลให้ได้แม้ว่าจะต้องตายก็ตาม 

ท่านจึงยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดท่านก็ได้ตัดสินใจสละชีวิตด้วยการนำมีดโกนมาเฉือนคอของตนเอง ในช่วงที่ท่านจะมรณภาพนั่นเอง ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล

เมื่อมารทราบว่าพระโคธิกเถระมรณภาพแล้ว ก็ได้พยายามค้นหาที่เกิดของพระเถระแต่ก็หาไม่พบ มารจึงได้แปลงร่างเป็นชายหนุ่มไปเฝ้าพระศาสดา และได้ทูลถามถึงที่เกิดของพระเถระ 

พระศาสดาตรัสถึงกฎแห่งกรรมสำหรับผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสเป็นพระอรหันต์ว่า มันไม่เป็นประโยชน์สำหรับท่านที่จะมาถามถึงชะตาชีวิตของพระโคธิกเถระ เพราะพระโคธิกเถระหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวง ได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว ดูก่อนมาร บุคคลเช่นท่านแม้จะมีจำนวนตั้งร้อยตั้งพัน ก็ไม่สามารถจะค้นหาสถานที่ไปเกิดของพระโคธิกะนั้นได้

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 57 ว่า

เตสํ สมฺปนฺนสีลานํ
อปฺปมาทวิหารินํ
สมฺมทญฺญา วิมุตฺตานํ
มาโร มคฺคํ น วินฺทติฯ

ท่านผู้มีศีลสมบูรณ์
อยู่ด้วยความไม่ประมาท
หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ
มารจะไม่พบทางไป.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น พระสัทธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.

เรื่อง นางปติปูชิกา อธิษฐานจิตจนได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหมือนเดิม


กฎแห่งกรรมที่นำมาเสนอเรื่องต่อไป เป็นเรื่องที่มาในพระคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท ของท่านพระพุทธโฆษาจารย์ อีกเช่นเดียวกัน เป็นการเล่าถึงเรื่องเมื่อครั้งที่พระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภหญิงชื่อปติปูชิกา และได้ตรัสพระธรรมธรรมที่มีข้อความขึ้นต้นว่า ปุปฺผานิ เหวะ เป็นต้น

เรื่องมีอยู่ว่า นางปติปูชิกา(แปลว่า หญิงผู้บูชาสามี) อยู่ที่กรุงสาวัตถี นางแต่งงานเมื่ออายุ 16 ปี และมีบุตร 4 คน นางเป็นหญิงที่มีคุณธรรม ใจบุญใจกุศล ชอบถวายภัตตาหารและปัจจัยอย่างอื่นๆแก่พระภิกษุสงฆ์ นางมักจะเข้าไปในวัดและช่วยทำความสะอาดบริเวณวัด ตักน้ำใส่ตุ่ม ทำหน้าที่ให้บริการแก่พระภิกษุสงฆ์ นางมีพรสวรรค์พิเศษที่ติดตัวมาแต่กำเนิดอย่างหนึ่ง คือ สามารถระลึกชาติได้ว่า ในชาติก่อนนางเคยเป็นนางเทพธิดา เป็นภรรยาคนหนึ่งของมาลาภารีเทพบุตร ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 

นางระลึกได้ว่านางจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เมื่อนางเทพธิดาผู้เป็นบริวารของเทพองค์ดังกล่าวมาเที่ยวกันอยู่ในสวน และสนุกสนานอยู่กับการหักกิ่งไม้และเด็ดดอกไม้ เป็นต้น ดังนั้นทุกครั้งที่นางถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์นางก็ได้อธิษฐานจิตขอให้ไปเกิดเป็นนางเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้กลับไปเป็นภรรยาของมาลาภารีเทพบุตรอดีตสามีของนางดังเดิม

วันหนึ่ง นางปติปูชิกาเจ็บหนักและได้เสียชีวิตในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง เพราะเหตุที่นางได้ตั้งความปรารถนาไว้อย่างมั่นคง กฎแห่งกรรมจึงส่งผลในช่วงขณะจุติจิต ให้นางไปเกิดเป็นนางเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในฐานะเป็นภรรยาของเทพบุตรมาลาเภรี แต่ด้วยเหตุที่มิติเวลาของทั้งสองโลกแตกต่างกัน กล่าวคือ หนึ่งร้อยปีในโลกมนุษย์เท่ากับวันหนึ่งของโลกสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังนั้น มาลาภารีเทพบุตรและนางเทพธิดาผู้เป็นภรรยาทั้งหลาย จึงยังคงสนุกสนานกันอยู่ในสวนแห่งเดิมนั้นเอง 

นางปติปูชิกาซึ่งจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์เป็นเวลานานตามมิติแห่งกาลเวลาของโลกมนุษย์จึงหายไปจากสวนสวรรค์เพียงชั่วครู่เท่านั้นเอง ทั้งนี้เพราะว่า เวลา ๑๐๐ ปีของโลกมนุษย์เท่ากับหนึ่งวันหนึ่งคืนของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หนึ่งเดือนมี ๓๐ วัน และหนึ่งปีมี ๑๒ เดือนเหมือนในโลกมนุษย์ แต่ทว่าอายุขัยของเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่ากับ ๑๐๐๐ ปีทิพย์ ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วอายุขัยของเทวดาพวกนี้ยืนยาวเท่ากับ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปีของโลกมนุษย์ 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อนางกลับไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อีกครั้งหนึ่ง มาลาภารีเทพบุตรจึงถามนางว่า นางหายไปไหนมาตั้งแต่เมื่อเช้านี้ นางได้บอกกับมาลาภารีเทพบุตรว่า นางจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไปถือกำเนิดในโลกมนุษย์ ได้แต่งงานกับชายผู้หนึ่ง ให้กำเนิดบุตรจำนวน 4 คน และได้ตายจากโลกมนุษย์กลับมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อภิกษุทั้งหลายได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของนางปติปูชิกา มีความอาลัยอาวรณ์ในคุณความดีของนาง ที่เป็นพระภิกษุปุถุชนก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา ได้ไปเฝ้าพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า นางปติปูชิกาซึ่งเคยถวายภัตตาหารแก่พวกท่านในตอนเช้าๆได้เสียชีวิตไปเมื่อตอนเย็นวันนี้เอง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อปฏิปูชิกา เมื่อทำบุญให้ทาน ก็มักจะตั้งความปรารถนาให้ได้ไปอยู่กับสามี บัดนี้นางเสียชีวิตแล้วไปเกิด ณ ที่ไหน” 

พระศาสดาได้ตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่ร่วมกับสามีเดิมของนางซึ่งเป็นเทพบุตรอยู่ที่นั่นแล้ว และได้ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายสั้นยิ่งนัก (เมื่อเทียบกับชีวิตของสัตว์ในโลกสวรรค์) พวกเขายังไม่อิ่มในวัตถุกามและกิเลสกามของพวกตน ก็จะตกอยู่ในอำนาจของพระยามัจจุราช ที่จะมาฉุดคร่าเอาตัวไป แม้จะคร่ำครวญขอร้องอย่างไรก็ไม่สามารถรอดพ้นได้ แต่สำหรับคนที่ไม่ลุ่มหลงอยู่ในกิเลสกาม และวัตถุกามก็จะไม่ตกอยู่ในอำนาจของพระยามัจจุราช หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร

จากนั้น พระศาสดา ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 48 แสดงถึงกฎแห่งกรรม ในอีกบริบทหนึ่งว่า

ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ
พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
อติตฺตํ เยว กาเมสุ
อนฺตโก กุรุเต วสํ ฯ

คนที่มัวเลือกเก็บดอกไม้คือกามคุณ
มีใจข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ
แม้จะยังไม่อิ่มเอมในสิ่งที่ปรารถนา
พระยามัจจุราชจะพาเอาตัวเขาไป
ให้อยู่ในอำนาจเสียก่อน.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระสัทธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชน.