กฎแห่งกรรมในข้อที่เรียกว่า ทิฎฐเวทนียกรรม
คือกรรมที่ให้ผลทันตาเห็นนี้ เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
เช่นเดียวกับที่เราเคยได้ยินหรือได้เห็นในปัจจุบัน
ดังเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายมาลาการ(ช่างดอกไม้) เมื่อครั้งพุทธกาลในคราวที่พระศาสดา
ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภนายมาลาการชื่อสุมนะ
ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ เป็นต้น
ท่านพระพุทธโฆษาจารย์เล่าไว้ในอรรถกถาพระธรรมบทว่า
นายมาลาการชื่อสุมนะ นำดอกมะลิไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าพิมพิสารในทุกเช้า
วันหนึ่งขณะนายสุมนมาลาการกำลังจะเข้าไปถวายดอกมะลิในพระราชวังนั้น
ก็ได้เห็นพระศาสดา มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสี
เสด็จเข้าไปบิณฑบาต
เขาเห็นพระศาสดาแล้วเกิดศรัทธา
มีความต้องการจะนำดอกไม้ที่นำมาทูลเกล้าถวายพระราชาทูลถวายพระศาสดา
เขาได้ตกลงใจว่า แม้ว่าพระราชาจะฆ่าเขาหรือว่าจะขับไล่เขาออกจากแว่นแคว้น
เขาก็จะไม่นำดอกมะลิไปทูลเกล้าถวายพระราชา
เมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็ได้ซัดดอกมะลิไปที่เบื้องบนพระเศียร ที่เบื้องหลัง
ที่ทั้งสองข้างของพระศาสดา
ดอกมะลิที่ซัดขึ้นไปนั้นแสดงปาฏิหาริย์ล่องลอยอยู่ในอากาศ
ดอกที่อยู่เหนือพระเศียรได้รวมตัวกันเป็นเพดาน
ส่วนดอกมะลิที่ซัดไปทางสองข้างของพระศาสดาได้รวมตัวกันเป็นกำแพงดอกไม้
ดอกมะลิเหล่านี้ติดตามพระศาสดาในทุกสถานที่ที่เสด็จไป
และหยุดอยู่กับที่เมื่อพระศาสดาทรงหยุดประทับยืน
ขณะที่พระศาสดาเสด็จโดยมีดอกมะลิลอยเคลื่อนไหวติดตามไปนั้น
มีพระฉัพพรรณรังสีเรืองรองสวยงามงาฉายออกมา และติดตามด้วยพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากนั้น
ประชาชนเป็นจำนวนมากมายทั้งในเมืองและนอกเมืองราชคฤห์
ก็ได้ออกมาจากบ้านมาถวายบังคมพระศาสดา
นายสุมนมาลาการเห็นเช่นนั้นก็เกิดปีติปราโมทย์อย่างล้นพ้น
ข้างภรรยาของนายสุมนมาลาการ
ได้เข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า
นางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสามีของนางซึ่งไม่ยอมนำดอกไม้มาทูลเกล้าถวายพระองค์แต่กลับนำไปบูชาพระศาสดาแล้ว
นางวางแผนจะเอาตัวรอดเข้าในลักษณะเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น
ด้วยการกราบทูลพระราชาว่า นางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเพราะนางได้หย่าขาดจากเขาแล้วว่า
“กรรมที่เขากระทำ
จะเป็นกรรมดีก็ตาม จะเป็นกรรมชั่วก็ตาม กรรมนั้นจงเป็นของเขาผู้เดียว ขอเดชะ
พระองค์จงทราบความที่เขาอันหม่อมฉันทิ้งแล้ว”
พระราชา(พระเจ้าพิมพิสาร)ซึ่งพระองค์ก็เป็นพระโสดาปัน
ทรงปลื้มพระทัยเมื่อทรงสดับเรื่องนายมาลากานำดอกไม้บูชาพระศาสดา
พระองค์ได้เสด็จออกมาทอดพระเนตรภาพมหัศจรรย์พันลึกนั้น และได้ถวายบังคมพระศาสดา
พระราชาได้ทรงถือโอกาสนี้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย
หลังจากเสร็จภัตตกิจแล้ว พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ได้เสด็จกลับวัดพระเชตวัน
และราชาก็ได้ตามส่งเสด็จพระศาสดาแล้วเสด็จกลับพระราชวัง
และกฎแห่งกรรมทันตาเห็นก็ได้แสดงผล
เมื่อพระราชามีรับสั่งให้ไปนำตัวนายสุมนมาลาการเข้าเฝ้า แล้วพระราชทาน ช้าง 8 ตัว
ม้า 8 ตัว ทาสชาย 8 คน ทาสหญิง 8 คน เครื่องประดับใหญ่ 8 อย่าง เงิน 8 พันกหาปณะ
นารี 8 นาง และบ้านส่วย 8 ตำบล แก่เขา
ที่วัดพระเชตวัน
พระอานนทเถระได้ทูลถามพระศาสดาถึงว่า
นายสุมนมาลาการจะได้วิบากผลจากการกระทำกรรมดีในวันนี้อย่างไรบ้าง
พระศาสดาตรัสตอบอธิบายกฎแห่งกรรมในบริบทนี้ว่า นายสุมนมาลาการได้บูชาพระองค์โดยไม่เยื่อใยในชีวิตเช่นนี้
นอกจากจะได้เสวยผลของกรรมในปัจจุบันนชาตินี้แล้ว
จะมีแต่สุคติตลอดไปและในที่สุดจักได้บรรลุเป็นพระอรหันต์และได้เป็นถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า
“เขาจักดำรงอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
จักไม่ไปสู่ทุคติ ตลอดแสนกัป นี่เป็นผลแห่งกรรมนั้น
ภายหลังเขาจักเป็นพระปัจเจกพุทธะ นามว่าสุมนะ”
หลังจากที่พระศาสดาเสด็จถึงพระเชตวัน
เข้าสู่พระคันธกุฎี ดอกมะลิเหล่านั้นตกลงที่ซุ้มพระทวาร
ในเวลาเย็น
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงการการกระทำอันยิ่งใหญ่และอาจหาญของนายสุมนมาลาการ
และผลทันตาเห็นของการกระทำนั้น พระศาสดาเสด็จมาตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า “อย่างนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ความเดือดร้อนในภายหลังย่อมไม่มี มีแต่โสมนัสเกิดขึ้น เมื่อระลึกถึง
เพราะการกระทำกรรมใด กรรมนั้นอันบุคคลควรทำ”
ในคืนนั้น เมื่อแสดงธรรม
พระศาสดาได้เชื่อมโยงเรื่อง ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 68 ว่า
ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ
ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
ยสฺส ปตีโต สุมโน
วิปากํ ปฏิเสวติ ฯ
บุคคลทำกรรมใดแล้ว
ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง
เป็นผู้เอิบอิ่ม มีใจดี
ย่อมเสวยผลของกรรมใด
กรรมนั้นแล อันบุคคลทำแล้ว เป็นกรรมดี.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง การตรัสรู้ธรรม
ได้บังเกิดแก่สัตว์ 8 หมื่น 4 พัน.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น