เรื่องของกฎแห่งกรรม
ในมิติทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลทันตาเห็น)นี้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระศาสดา
ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ชื่อ จูเฬกสาฎก
ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ เป็นต้น
พระพุทธโฆษาจารย์ เล่าเรื่องนี้
ในอรรถกถาพระธรรมบท ปาปวรรค ภาค 5 ว่า ในเมืองสาวัตถี พราหมณ์ชื่อ จูเฬกสาฎก
กับภรรยา มีฐานะยากจนมาก มีผ้านุ่งคนละผืน แต่มีผ้าห่มเพียงผืนเดียว
เวลาจะออกไปนอกบ้าน พราหมณ์และภรรยาต้องผลัดกันใช้ผ้าห่มผืนเดียวนั้น
วันหนึ่งพราหมณ์ผู้สามี
ไปฟังธรรมในสำนักของพระพุทธเจ้า มีศรัทธาอย่างยิ่งยวด อยากถวายผ้าห่มผืนเดียวนั้น
เพื่อบูชาเป็นกัณฑ์เทศน์ แต่ความตระหนี่ได้เข้าขัดขวาง เป็นอย่างนี้ตลอดยามแรกและยามที่สอง
พอถึงยามที่สามเขาก็สามารถเอาชนะความตระหนี่ได้
และได้ถวายผ้าห่มผืนเดียวกันนั้นแด่พระศาสดา พร้อมเปล่งอุทานออกมา 3 ครั้งว่า “ ชิตํ
เม, ชิตํ
เม, ชิตํ
เม, แปลว่า
เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว”
อานิสงส์ของทานได้เผล็ดผลทันตาเห็นตามกฎแห่งกรรมในข้อ
ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม เมื่อพระเจ้าปสนทิโกศล ซึ่งประทับนั่งทรงธรรมอยู่ ณ
ที่นั้นด้วย ทรงสดับคำเปล่งอุทานเช่นนั้น ก็รับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปสอบถาม
เมื่อทรงทราบความจริงแล้ว ได้พระราชทานสิ่งของมากมายแก่พราหมณ์จูเฬกสาฎกนั้น
พระภิกษุทั้งหลายประชุมกันกล่าวสรรเสริญพราหมณ์จูเฬกสาฎก พระศาสดาจึงตรัสว่า
ถ้าพราหมณ์ได้บูชาพระศาสดาตั้งแต่ในตอนยามต้นๆ จะได้ทรัพย์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น แล้วจึงตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ
ปาปา จิตฺตํ นิวารเย
ทนฺธํ หิ กรโต ปุญญํ
ปาปสฺมึ รมตี มโนฯ
ท่านทั้งหลาย จงรีบขวนขวายในความดี
จงห้ามจิตเสียจากความชั่ว
เพราะเมื่อทำความดีช้า
ใจจะยินดีในความชั่วเสียก่อน.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก
ได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น