วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรื่อง สัฏฐิกูฏเปรต เคยใช้วิชาความรู้ดีดก้อนกรวด ทำร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเสวยผลกรรมถูกประชาทัณฑ์จนตาย ไปตกนรกและมาเกิดเป็นเปรต



คนบางคนมีวิชาความรู้ดี แต่แทนที่จะใช้วิชาความรู้นั้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชนทั้งหลายในสังคม แต่กลับนำมันไปใช้เพื่อทำลายผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นดีมีศีลธรรม ก็จะได้รับผลจาก กฎแห่งกรรม ในข้อ ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในปัจจุบัน) และ กฎแห่งกรรม ในข้อ อปราปริยเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพต่อๆมา) 

ดังในกรณีของ ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยผู้ชำนาญในการดีดก้อนกรวด ซึ่งบุรุษเปลี้ยผู้อาจารย์เคยใช้วิชาความรู้ดีดก้อนกรวดนี้ไปดีดขี้แพะใส่ปากของมหาอำมาตย์ที่พูดมากรับใช้พระราชาองค์หนึ่งจนพระราชาได้พระราชทานสิ่งของพระราชทานให้หลายรายการ 

แต่พอเขาถ่ายทอดวิชานี้แก่ศิษย์ผู้หนึ่ง ศิษย์ผู้นี้กลับใช้ศิลปะดีดก้อนกรวดนี้ในทางผิด โดยใช้ดีดเข้าไปในรูหูของพระปัจเจกพุทธเจ้าจนถึงกับทำให้ท่านบาดเจ็บสาหัสและละสังขารปรินิพพาน กฎแห่งกรรมจึงส่งผลให้เขาถูกประชาทัณฑ์เสียชีวิต และในที่สุดก็ได้ไปเกิดในอเวจีมหานรก และเกิดเป็นสัฏฐิกูฏเปรตในสมัยพุทธกาล

กฎแห่งกรรม เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อคราวที่ พระศาสดาประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภสัฏฐิกูฏเปรต ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า ยาวเทว อนตฺถาย เป็นต้น ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ เล่าเรื่องนี้ในอรรถกถาพระธรรมบทว่า

คราวหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระ ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พร้อมกับพระลักขณเถระ ขณะจะไปบิณฑบาต เห็นเปรตตนหนึ่งตัวใหญ่โตมาก ที่ศีรษะถูกค้อนเหล็กที่ถูกเผาเป็นไฟลุกโชติช่วง 6 หมื่นอันทุบจนศีรษะแตกแล้วแตกอีก จึงได้กระทำการยิ้มแย้มแต่ไม่ได้พูดอะไร พอกลับจากบิณฑบาตเข้าไปในวัดพระเวฬุวัน ได้กราบทูลเรื่องนี้แด่พระศาสดา 

พระศาสดาตรัสว่า สัฏฐิกูฏเปรตนี้ในอดีตชาติ เป็นศิษย์ของบุรุษเปลี้ยผู้ชำนาญในการดีดก้อนกรวด บุรุษเปลี้ยผู้อาจารย์เคยได้รับพระราชทานรางวัลจากพระราชาองค์หนึ่งในฐานะทำความดีความชอบช่วยดีดขี้แพะใส่ปากของมหาอำมาตย์ของพระราชาที่เป็นคนชอบพูดจากจนพระราชาทรงรำคาญ 

แต่อยู่มาวันหนึ่งบุรุษเปลี้ยได้ถ่ายทอดวิชาดีดกรวดนี้แก่ศิษย์คนหนึ่ง ศิษย์คนนี้ เมื่อต้องการทดลองวิชาดีดก้อนกรวด อาจารย์บอกว่าจะต้องไม่ทดลองกับโคหรือกับมนุษย์ เพราะหากโคหรือมนุษย์ตายจะต้องจ่ายสินไหมให้แก่เจ้าของโคหรือญาติของผู้ตาย แต่จะต้องหาเป้าที่เป็นคนที่ไม่มีมีมารดาบิดาเท่านั้น

ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยมาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าสุเนตตะ ซึ่งกำลังออกเดินบิณฑบาตอยู่ จึงคิดจะใช้ท่านเป็นเป้าสำหรับทดลองการดีดกรวด โดยมีความคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี้ เป็นผู้ไม่มีมารดาบิดา เมื่อเราดีดผู้นี้ ไม่ต้องมีสินไหม เราจักดีดพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ ทดลองศิลปะก้อนกรวดที่ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยดีดไปเข้าทางช่องหูขวาไปทะลุออกทางช่องหูซ้าย 

พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อโดนดีดด้วยกรวด ได้รับบาดเจ็บเดินบิณฑบาตต่อไปไม่ได้ ได้เหาะกลับไปปรินิพพาน(เสียชีวิต)ที่บรรณศาลา ต่อมาเมื่อชาวบ้านมาพบว่าศิษย์ของบุรุษเปลี้ยเป็นผู้สังหารพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ได้ช่วยกันเอาก้อนหินขว้างปาจนถึงแก่ความตาย และศิษย์ของบุรุษเปลี้ยไปเกิดในมหานรกชั้นอเวจี 

เมื่อไปหมกไหม้อยู่ในนรกชั้นนี้จนแผ่นดินโลกมนุษย์หนาขึ้นโยชน์หนึ่ง จึงได้มาเสวยเศษกรรมที่เหลือ โดยมาเกิดเป็นสัฏฐิกูฏเปรต ที่ยอดเขาคิชฌกูฏ ที่พระมหาโมคคัลลานะแลเห็นดังกล่าว โดยที่ศีรษะของเปรตตนนี้ถูกค้อนเหล็กเผาไฟจนแดง 6 หมื่นอันตีกระหน่ำอยู่อย่างต่อเนื่อง

พระศาสดาครั้นนำบุรพกรรมของเปรตนี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ศิลปะหรือความเป็นใหญ่ เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ชื่อว่าคนพาล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความฉิบหาย ด้วยว่าคนพาลได้ศิลปะหรือความเป็นใหญ่แล้ว ย่อมทำความฉิบหายแก่ตนถ่ายเดียว

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่ 72 ว่า

ยาวเทว อนตฺถาย
ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺสส สุกฺกํสํ
มุทฺธมสฺส วิปาตยํ ฯ


ความรู้ย่อมเกิดแก่คนพาล
เพียงเพื่อความฉิบหายเท่านั้น
ความรู้นั้น ยังหัวคิดของเขาให้ตกไป
ย่อมฆ่าส่วนสุกกธรรมของคนพาลเสีย.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น