คนบางคนมีวิชาความรู้ดี
แต่แทนที่จะใช้วิชาความรู้นั้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชนทั้งหลายในสังคม
แต่กลับนำมันไปใช้เพื่อทำลายผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นดีมีศีลธรรม
ก็จะได้รับผลจาก กฎแห่งกรรม ในข้อ ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในปัจจุบัน) และ
กฎแห่งกรรม ในข้อ อปราปริยเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพต่อๆมา)
ดังในกรณีของ
ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยผู้ชำนาญในการดีดก้อนกรวด
ซึ่งบุรุษเปลี้ยผู้อาจารย์เคยใช้วิชาความรู้ดีดก้อนกรวดนี้ไปดีดขี้แพะใส่ปากของมหาอำมาตย์ที่พูดมากรับใช้พระราชาองค์หนึ่งจนพระราชาได้พระราชทานสิ่งของพระราชทานให้หลายรายการ
แต่พอเขาถ่ายทอดวิชานี้แก่ศิษย์ผู้หนึ่ง
ศิษย์ผู้นี้กลับใช้ศิลปะดีดก้อนกรวดนี้ในทางผิด
โดยใช้ดีดเข้าไปในรูหูของพระปัจเจกพุทธเจ้าจนถึงกับทำให้ท่านบาดเจ็บสาหัสและละสังขารปรินิพพาน
กฎแห่งกรรมจึงส่งผลให้เขาถูกประชาทัณฑ์เสียชีวิต
และในที่สุดก็ได้ไปเกิดในอเวจีมหานรก และเกิดเป็นสัฏฐิกูฏเปรตในสมัยพุทธกาล
กฎแห่งกรรม เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อคราวที่
พระศาสดาประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภสัฏฐิกูฏเปรต ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า
ยาวเทว อนตฺถาย เป็นต้น ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ เล่าเรื่องนี้ในอรรถกถาพระธรรมบทว่า
คราวหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระ
ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พร้อมกับพระลักขณเถระ ขณะจะไปบิณฑบาต
เห็นเปรตตนหนึ่งตัวใหญ่โตมาก ที่ศีรษะถูกค้อนเหล็กที่ถูกเผาเป็นไฟลุกโชติช่วง 6 หมื่นอันทุบจนศีรษะแตกแล้วแตกอีก
จึงได้กระทำการยิ้มแย้มแต่ไม่ได้พูดอะไร พอกลับจากบิณฑบาตเข้าไปในวัดพระเวฬุวัน
ได้กราบทูลเรื่องนี้แด่พระศาสดา
พระศาสดาตรัสว่า สัฏฐิกูฏเปรตนี้ในอดีตชาติ
เป็นศิษย์ของบุรุษเปลี้ยผู้ชำนาญในการดีดก้อนกรวด บุรุษเปลี้ยผู้อาจารย์เคยได้รับพระราชทานรางวัลจากพระราชาองค์หนึ่งในฐานะทำความดีความชอบช่วยดีดขี้แพะใส่ปากของมหาอำมาตย์ของพระราชาที่เป็นคนชอบพูดจากจนพระราชาทรงรำคาญ
แต่อยู่มาวันหนึ่งบุรุษเปลี้ยได้ถ่ายทอดวิชาดีดกรวดนี้แก่ศิษย์คนหนึ่ง ศิษย์คนนี้
เมื่อต้องการทดลองวิชาดีดก้อนกรวด อาจารย์บอกว่าจะต้องไม่ทดลองกับโคหรือกับมนุษย์
เพราะหากโคหรือมนุษย์ตายจะต้องจ่ายสินไหมให้แก่เจ้าของโคหรือญาติของผู้ตาย
แต่จะต้องหาเป้าที่เป็นคนที่ไม่มีมีมารดาบิดาเท่านั้น
ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยมาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
ชื่อว่าสุเนตตะ ซึ่งกำลังออกเดินบิณฑบาตอยู่
จึงคิดจะใช้ท่านเป็นเป้าสำหรับทดลองการดีดกรวด โดยมีความคิดว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้านี้
เป็นผู้ไม่มีมารดาบิดา เมื่อเราดีดผู้นี้ ไม่ต้องมีสินไหม
เราจักดีดพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ ทดลองศิลปะ” ก้อนกรวดที่ศิษย์ของบุรุษเปลี้ยดีดไปเข้าทางช่องหูขวาไปทะลุออกทางช่องหูซ้าย
พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อโดนดีดด้วยกรวด ได้รับบาดเจ็บเดินบิณฑบาตต่อไปไม่ได้
ได้เหาะกลับไปปรินิพพาน(เสียชีวิต)ที่บรรณศาลา
ต่อมาเมื่อชาวบ้านมาพบว่าศิษย์ของบุรุษเปลี้ยเป็นผู้สังหารพระปัจเจกพุทธเจ้า
ก็ได้ช่วยกันเอาก้อนหินขว้างปาจนถึงแก่ความตาย และศิษย์ของบุรุษเปลี้ยไปเกิดในมหานรกชั้นอเวจี
เมื่อไปหมกไหม้อยู่ในนรกชั้นนี้จนแผ่นดินโลกมนุษย์หนาขึ้นโยชน์หนึ่ง
จึงได้มาเสวยเศษกรรมที่เหลือ โดยมาเกิดเป็นสัฏฐิกูฏเปรต ที่ยอดเขาคิชฌกูฏ
ที่พระมหาโมคคัลลานะแลเห็นดังกล่าว โดยที่ศีรษะของเปรตตนนี้ถูกค้อนเหล็กเผาไฟจนแดง
6 หมื่นอันตีกระหน่ำอยู่อย่างต่อเนื่อง
พระศาสดาครั้นนำบุรพกรรมของเปรตนี้มาแสดงแล้ว
ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย
ศิลปะหรือความเป็นใหญ่ เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ชื่อว่าคนพาล
ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความฉิบหาย ด้วยว่าคนพาลได้ศิลปะหรือความเป็นใหญ่แล้ว
ย่อมทำความฉิบหายแก่ตนถ่ายเดียว”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่
72 ว่า
ยาวเทว อนตฺถาย
ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺสส สุกฺกํสํ
มุทฺธมสฺส วิปาตยํ ฯ
ความรู้ย่อมเกิดแก่คนพาล
เพียงเพื่อความฉิบหายเท่านั้น
ความรู้นั้น ยังหัวคิดของเขาให้ตกไป
ย่อมฆ่าส่วนสุกกธรรมของคนพาลเสีย.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก
ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น